ลัทธิ (ทฤษฎี) วิทยาศาสตร์

หนังสือ:ลัทธิ (ทฤษฎี) วิทยาศาสตร์

ผู้แต่ง:

URL แบบสั้น: http://iseek.online/?p=9551

ทฤษฎีวัตถุที่นักวิทยาศาสตร์สั่งสอนและสนับสนุน คือไม่มีสิ่งใดสามารถรับ รู้ได้ ถ้าหากไม่มีปรากฏการณ์ที่เป็นจริง แม้ว่าจะครอบครองความรู้ทั้งหมดนั้น พวก เขาก็ยังลืมไปว่า จากการจำกัดตัวเองอยู่ในเปลือกของวัตถุนั้น ตัวพวกเขาได้คัดด้าน ทฤษฎีที่ตนตั้งขึ้นเอง และนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ยังกล่าวอีกว่าอะไรก็ตามที่มองไม่ เห็นด้วยสายตาไม่มีจริง ขณะที่พื้นฐานความเจริญก้าวหน้าของพวกเขาวางอยู่บนคลื่นแสงที่มองไม่เห็น

ผู้สถาปนาจิตสำนึกกอลันดาร ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนความมีอยู่จริง คือ ฮาชัน อุครอ มุฮัมมัด อะซีม บุรกียา ท่านกอลันดาร บาบาเอาลิยาอ์ กล่าวว่า

ในศาสตร์เกี่ยวกับคุณค่าทางจิตวิญญาณทั้งหมด ที่ได้รับการพิจารณาจนกระทั่งบัดนี้ จักรวาลซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญที่สุด ได้รับการพิจารณาในลำดับรองลงมา ความสำคัญลำดับแรกที่ได้รับการพิจารณาก็คือสิ่งที่ซ่อนอยู่และมองไม่เห็น และความเข้าใจของพวกเขาได้รับความพยายามมากกว่า ถ้าสิ่งที่ซ่อนเร้นและ มองไม่เห็น ได้รับความเข้าใจโดยง่าย  ดังนั้น ก็จะค่อยชัดเจนถึงวิธีการซึ่งการสำแดง และ ปรากฏการณ์เหล่านี้ ดำเนินมาสู่การดำรงอยู่ และกฎระเบียบที่รับผิดชอบต่อการสร้างสรรค์และการควบคุมดูแลสิ่งเหล่านี้ ทั้งหมดล้มเหลวอย่างชัดเจน เหมือนประสบการณ์มากมาย ที่ก่อนความสมบูรณ์นั้น มีความสัมพันธ์และความลงรอยกันอยู่ในสิ่งเหล่านี้ สิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่สัมพันธ์กับสิ่งที่มองไม่เห็นนั้น พระเจ้า ทรงกล่าวขานไว้ ในอัลกุรอานภายใต้นามชื่อต่างๆ  และบรรดาศาสดาได้กล่าวชื่อ เหล่านั้น ทำให้บุคลิกลักษณะ และคุณงามความดีของนามชื่อเหล่านั้นชัดเจน   บรรดาคัมภีร์และการบันทึกดำรัสของพระเจ้าก่อนอัลกุรอาน ก็ได้ส่องแสงลงบนในสิ่งเหล่านั้น  แต่เป็นการพบแหล่งอ้างอิงโดยบังเอิญเท่านั้น   ข้อมูลที่สลับซับซ้อนมากกว่านี้เกี่ยว กับเรื่องดังกล่าวสามารถพบได้ในอัล กุรอาน เมื่อรายละเอียดที่ อัลกุรอานให้ได้รับการพิจารณาอย่างสุขุมรอบคอบ จะสามารถสรุปได้ว่าสิ่งที่มองไม่เห็นมีความสำคัญ มากกว่าสิ่งที่สำแดง และปรากฏอยู่ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อสิ่งที่มองไม่เห็นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่ถูกเรียกว่าศาสนานั้นก็วางพื้นฐานอยู่บนสิ่งที่มองไม่เห็นเช่นกัน ศาสนาก็กล่าวถึงสิ่งที่สำแดงอยู่เช่นกัน แต่มีความสำคัญอยู่ในลำดับรองลงมา เสมอ ไม่ว่าโลกวัตถุจะให้คำจำกัดความมันมากมายเพียงใด  สิ่งที่สำแดงอยู่นี้ก็ไม่เคยได้รับความสำคัญในลำดับแรก ในทุกยุคสมัยของทุกศาสนา ขณะนี้โลกวัตถุค่อยๆ เริ่มคิดในแบบเดียวกัน ตัวอย่างเช่น บรรดานักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันถูกบังคับ ให้โอนเอียงไปทางสิ่งที่มองไม่เห็นมากกว่าครั้งแรกพวกเขาคาดคะเนบางสิ่ง บางอย่าง จากนั้นจึงพยายามอย่างหนักที่จะชักนำไปสู่บทสรุปและผลลัพธ์ เมื่อพวก เขาสรุปบางสิ่งบางอย่างแล้ว ก็ถือเอาการคาดคะเนนั้นว่าเป็นความจริง เป็นสิ่งที่ ขาดเสียไม่ได้และมีความแน่นอน ตัวอย่างเช่น ลักษณะเฉพาะและพฤติกรรมของ อิเล็กตรอน อยู่ในการอภิปรายถกเถียงที่เร่าร้อนในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พฤติกรรมของมันเหมือนกับอนุภาคและเคลื่อนที่ ในขณะเดียวกัน นับว่าน่าสนใจที่จะบ่งชี้ว่า สิ่งซึ่งเป็นเพียงสมมติฐาน มีพฤติกรรมใน 2  ลักษณะ ในเวลาเดียวกัน และพฤติกรรมดังกล่าวได้รับการยอมรับว่าถูกต้องแน่นอน นอกจาก นี้ยังกล่าวด้วยว่า อิเล็กตรอนดังกล่าว ยังไม่อาจมองเห็นได้จนบัดนี้ และยังคงไม่มีหวังใดๆ แม้แต่ในอนาคต แต่ทั้งหมดนี้อิเล็กตรอนก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในความจริงที่ชัดแจ้งที่สุด ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีจิตใจมนุษย์คนใดสัมผัสรู้หรือมันเคยเข้ามาอยู่ ในความรู้ของมนุษย์มันเป็นเพียงการคาดคะเนในจิตใจซึ่งติดตามเป็นผลสืบเนื่องและ ลงเอยด้วยการตัดสินใจดังกล่าว จนเป็นการประดิษฐ์คิดค้นพบที่มีความสำคัญยิ่งใหญ่ และถือเป็นขั้นตอนความสำเร็จที่สำคัญ

พวกเขามีความมานะพยายามอย่างหนักที่จะเผยแพร่ขั้นตอนที่สำคัญนี้แก่ ผู้คน หลายครั้งปรากฏว่า สิ่งที่ครั้งหนึ่งเชื่อกันว่าเป็นข้อเท็จจริงและความจริงถูกปฏิเสธและแทนที่ด้วยข้อเท็จจริง การค้นพบและสูตรใหม่ๆ และข้อเท็จจริงและสูตรใหม่ที่มาแทนที่เหล่านี้ก็ถือว่ามีคุณค่าเท่าความสำคัญของสิ่งที่ถูกยกเลิกไปแล้ว เป็นที่ชัดเจนว่าโลกที่มองไม่เห็น ก็เป็นความสำคัญอันดับแรกสำหรับพวกเขาเช่นกัน แม้ว่าคนเหล่านั้นจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักวัตถุนิยม และคลั่งไคล้อย่างรุนแรงในวัตถุ ก็ตาม พวกเขายังไม่พร้อมที่จะยอมรับแม้แต่ชั่วขณะหนึ่งว่า มีพระเจ้าหรือโลกที่มองไม่เห็น และมีความหมายหรือความสำคัญใด หรือมีความไม่เพียงพอที่จะเมินเฉยต่อมัน พวกเขายังคงถูกห้อมล้อมด้วยมโนคติ ที่สามารถกล่าวได้เพียงในเชิงวัตถุเท่านั้น เมื่อมีการกล่าวถึงสิ่งใดที่เหมือนกับสิ่งที่มองไม่เห็น ความต้องการของพวกเขาก็เหมือน เดิมเสมอ นั่นคือไม่สามารถดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับสิ่งที่มองไม่เห็นได้ เนื่องจาก ไม่ได้ผนวกด้วยปรากฏการณ์ หรือพวกเขามีความพร้อมที่จะเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น หรือคิดว่ามันมีประโยชน์ใดๆ หรือได้มีความตั้งใจที่จะมอบพื้นที่ให้กับทฤษฎีสิ่งที่มองไม่เห็นในโลกวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตามไม่มีความสำคัญใดๆ ในสิ่งที่เขากล่าว เพราะ นั่นเป็นเพียงลักษณะคำพูดและการเข้าใกล้ความคิดของพวกเขาเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติก็อยู่ในสภาพที่พอๆ กับผู้เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น ซึ่งนำเสนอพระเจ้าหลังจาก ยอมรับตัวแทนที่ได้รับอาณัติให้ปกครองเกี่ยวกับความศรัทธาทั้งหมด ที่พระเจ้าผู้ทรง สูงส่งทรงกล่าวไว้ในกล่าวไว้ใน                           อัล กุรอาน และมีอิทธิพลเหนือผู้ที่เชื่อในพระเจ้า และ พวกเขาเชื่อในตัวแทนและสิ่งซึ่งมีอยู่โดยแท้จริงทั้งหมดว่าเป็นความจริงที่มีอยู่ และ เป็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจน เหมือนกับนักวัตถุนิยมยอมรับหินหรือวัตถุแร่ธาตุซึ่งปรากฏ อยู่ต่อหน้าพวกเขา ที่พวกเขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและและรู้สึกผ่านทางประสาท สัมผัส รสชาติ และการมองเห็น และบอกเราอย่างมากมายเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น อย่าง เช่นในสิ่งเหล่านั้นมีความหลากหลาย มีองค์ประกอบ ความสมดุลและความเป็นกลาง มีอิทธิพล มีพลังงานอยู่ภายใน และกล่าวในลักษณะเดียวกันเกี่ยวกับสิ่งที่ปรากฏ อยู่ในโลกของวัตถุ และพวกเขาเชื่อสิ่งเหล่านั้นในลักษณะเฉพาะ กล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ การที่ผู้ที่หลงใหลในการเคารพภักดีพระเจ้า ศรัทธาในสิ่งที่มองไม่เห็น ก็เหมือนกับผู้ที่รักวัตถุนิยมเชื่อในโลกแห่งวัตถุ ทั้งนักเทวนิยมไม่สามารถมีชีวิตโดยปราศจาก ความเชื่อในโลกที่มองไม่เห็น และนักวัตถุนิยมก็ไม่สามารถมีชีวิตโดยปราศจากความ เชื่อในวัตถุ ทั้งคู่ต่างมีลักษณะการเข้าใกล้ของตนเอง และสิ่งเดียวที่พวกเขาเหมือนกันคือความศรัทธาในแต่ละสิ่งที่ตนเข้าใกล้ ความศรัทธาและความเชื่อมั่นนี้พวกเขา (ให้คำจำกัดความว่าเป็น “ชีวิต”ในความเป็นจริง ไม่มีชีวิตใดเป็นจริงได้โดยปราศจาก ความศรัทธาและความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของนักเทวนิยมหรือนักวัตถุนิยมก็ตาม)

ดูบทความนี้ในหนังสือที่พิมพ์บนหน้าเว็บ (หรือหน้า): 125 ถึง 128

แสดงทั้งหมด ↓

โปรดให้ความคิดเห็นของคุณ

Your Name (required)

Your Email (required)

Subject

Category

Your Message