คลื่นอัตตา

หนังสือ:คลื่นอัตตา

ผู้แต่ง:

URL แบบสั้น: http://iseek.online/?p=16291

กฎเกณฑ์นี้จะต้องได้รับการรำลึกด้วยการพิจารณาอย่างมากว่า ความ คิดเกือบทั้งหมดที่มาสู่จิตใจ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวของเรา สิ่งเหล่านี้เป็นของสิ่งถูกสร้างที่อยู่ใกล้และห่างไกลออกไป ซึ่งปรากฏอยู่ ณ ที่แห่งใดแห่ง หนึ่งในจักรวาล มโนคติของสิ่งถูกสร้างเหล่านั้นมาสู่เราผ่านทางคลื่น และเมื่อ พยายามสร้างการเชื่อมต่อระหว่างความคิดเหล่านี้กับชีวิตของเรา เรากลับประสพความล้มเหลวเสียง่ายๆ
สองสามสิ่งที่มีคุณค่าต่อการพิจารณาเกี่ยวกับคลื่นอัตตา ตามการ ศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ คือ แสงเป็นสิ่งเดียวที่มีความเร็วสูงสุด แต่ไม่รวด เร็วและว่องไวถึงขนาดที่จะขจัดระยะทางของกาลเทศะได้ แต่คลื่นอัตตา (ความ คิด) มีปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งในที่ที่ไม่มีขอบเขตจำกัดในเวลาเดียวและพร้อมๆ กัน โดยยึดกุมระยะทางของกาลเทศะเอาไว้ ระยะทางไม่ได้ดำรงอยู่สำหรับ สิ่งเหล่านี้ อันเป็นระยะทางซึ่งคลื่นแสงจะต้องครอบคลุมเอาไว้ คลื่นนี้ไม่แม้ แต่จะยอมรับการมีอยู่ของระยะทาง
เรื่องราวของกษัตริย์โซโลมอน (ศาสดาสุลัยมาน) และราชินีแห่งซีบา (บิลกิส) ตามที่กล่าวไว้ในบรรดาคัมภีร์ต่างๆ ก็พิสูจน์สิ่งเดียวกันนี้
ในท้องพระโรงมหาราชวังของกษัตริย์โซโลมอน ญินและสัตว์ชนิดต่างๆ รวมทั้งมนุษย์ ยังคงปรากฏตัวอยู่ตามฐานันดร และอำนาจหน้าที่ที่พวกเหล่านั้น ได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติงาน ครั้งหนึ่งเมื่อท้องพระโรงมหาราชวังของกษัตริย์ โซโลมอนเบิกขึ้นด้วยความหรูหราโอ่อ่า และอลังการ กษัตริย์โซโลมอนสังเกต เห็นว่า เจ้านกฮุดฮุด (นกกะปูด) หายไป กษัตริย์โซโลมอนจึงกล่าวว่า
“ทำไมฉันจึงไม่เห็นเจ้านกฮุดฮุด หรือมันอยู่ในหมู่ผู้ที่ขาดไป ฉันจะลงโทษ มันอย่างแน่นอนด้วยการเฆี่ยนอย่างหนักหน่วง หรือยกโทษให้ หากมันสามารถ หาเหตุผลที่ชัดเจนจากการขาดหายไปมาอ้างได้
ฮุดฮุดหายไปไม่นาน มันก็ขึ้นมายังท้องพระโรง และตอบกับการไต่ถามของ กษัตริย์โซโลมอนว่า “ฉันกลับมาพร้อมกับข้อมูล ซึ่งเป็นที่ยืนยันว่า จะไม่อยู่ ในความรู้ของท่านอย่างแน่นอน นั่นคือ ในเยเมนมีราชินีแห่งชีบา ซึ่งพระเจ้า ได้เตรียมสิ่งที่จำเป็นให้กับนาง และนางมีบัลลังก์ที่สง่างดงาม ราชินีและประชากรของนางนับถือบูชาดวงอาทิตย์ มารร้ายได้ล่อลวงพวกเขาและพวกเขาไม่ เคารพบูชาพระเจ้าองค์เดียว
กษัตริย์โซโลมอนกล่าวว่า
“เราจะได้เห็นในไม่นานนี้ว่าเจ้าพูดจริงหรือพูดเท็จ จงนำสาส์นฉบับนี้ของ ฉันไป และส่งให้กับพวกเขา และดูว่าพวกเขาจะพูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับมัน
เมื่อเจ้าฮุดฮุดนำสาส์นไปให้ราชินีนางออกไปเคารพบูชาดวงอาทิตย์ ราชินีอ่านข้อความของสาส์น อย่างละเอียด และกล่าวกับข้าราชบริพารว่า
“นี่คือ สาส์นที่ส่งมาถึงฉัน มันส่งมาจากโซโลมอนความว่า ด้วยพระนามของพระเจ้า ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ พวกท่านอย่าเย่อหยิ่งกับฉัน และจงมาหาฉันอย่างนอบน้อม”
พระนางกล่าวว่า “โอ้หมู่บริพารทั้งหลายเอ๋ย จงให้ข้อชี้ขาดแก่ฉันใน เรื่องของฉัน ฉันไม่อาจตัดสินในกิจการใด จนกว่าพวกท่านจะร่วมอยู่ด้วย”
พวกเขากล่าวว่า
“เราเป็นพวกที่มีพลัง และมีกำลังรบที่กล้าแข็ง สำหรับการบัญชานั้น เป็นของพระนาง
ดังนั้น พระนางจงไตร่ตรองดูสิ่งใดที่พระนางจะทรงบัญชา”
พระนางทรงกล่าวว่า
“จงตระหนักว่า วิถีทางที่สาส์นฉบับนี้ถูกส่งมา เราต้องพิจารณาที่จะเข้าไปในเรื่องนี้ และฉันจะส่งทูตไปยังโซโลมอนพร้อมด้วยของบรรณาการและของ กำนัล”
เมื่อตัว แทนของราชินี แห่งซีบาไป เข้า เฝ้ากษัตริย์โซโลมอนแล้ว เขา (โซโลมอน) กล่าวว่า
“จงนำของกำนัลกลับไป และบอกกับราชินีของพวกท่านว่า ถ้านางไม่ ทันรู้สาส์นของฉัน ฉันจะเดินทางไปหานางพร้อมด้วยกองทัพอันเกรียงไกร และ พวกเขาจะไม่มีโอกาสปกป้องตนเอง”
เมื่อทูตเดินทางกลับ เขาได้รายงานสิ่งที่พบเห็นในท้องพระโรงของกษัตริย์ โซโลมอน และบอกพระนางว่า กษัตริย์โซโลมอนไม่ได้เป็นผู้ปกครองเฉพาะ มนุษย์ แต่ยังปกครองญินและสรรพสัตว์ทั้งมวลอีกด้วย เมื่อราชินีได้ฟังจึงตัดสิน ใจยอมจำนนต่อโซโลมอน
เมื่อกษัตริย์โซโลมอนทราบเกี่ยวกับการตัดสินใจของนาง จึงกล่าวกับข้าราชบริพารของเขาว่า
“ฉันต้องการให้บัลลังก์ของนางมาอยู่ที่นี่ ก่อนที่นางจะเดินทางมาถึง”
ญินตัวใหญ่กล่าวว่า
“ข้าพเจ้าสามารถนำบัลลังก์ของนางมาได้ก่อนที่การชุมนุมนี้จะเลิกไป” ชายคนหนึ่งซึ่งมีความรู้ ในพระคัมภีร์ เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวว่า
“ข้าพเจ้าสามารถนำมันมาได้ก่อนที่ท่านจะกระพริบตา”และเมื่อกษัตริย์โซโลมอนหันมา ก็เห็นบัลลังก์ของราชินีซีบาอยู่ในท้อง พระโรงแล้ว
สำหรับจิตสำนึกของมนุษย์ที่ถูกกักขังอยู่ในที่ว่างและเวลา จำเป็นต้อง เข้าใจวิธีที่บัลลังก์ของราชินีชีบา มาถึงพระราชวังของกษัตริย์โซโลมอน ภายเพียงกระพริบตา จากระยะทางหลายร้อยไมล์ได้ ในความเป็นจริงคลื่นความคิดของมนุษย์พร้อมด้วยความรู้ในพระคัมภีร์ กลายมาเป็นวิธีการเคลื่อนย้าย บัลลังก์จากระยะทางที่ห่างไกล หลังจากซึมซาบเข้าไปในคลื่นการควบคุมบัลลังก์
โดยที่มนุษย์สมัยโบราณกาล มีความชำนิชำนาญในการติดต่อสื่อสาร ผ่านทางการสนทนาและพบปะพูดคุย คลื่นเสียงพร้อมด้วยเป้าหมายที่ตัดสินใจ ไว้ล่วงหน้า ได้รายงานผู้ฟังทราบเกี่ยวกับความคิดของผู้พูด แบบแผนนี้เป็นรูป จำลองของแบบแผนการแลกเปลี่ยนความคิด ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างคลื่นของอัตตา เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้แต่คนที่เป็นใบ้ก็ถ่ายทอดความคิดของตน โดยวิธีการขยับ ริมฝีปากเล็กน้อย และผู้ที่สามารถอ่านริมฝีปากออก ก็สามารถเข้าใจความหมายที่คนใบ้พูดอย่างสมบูรณ์ แบบแผนนี้ยังถูกเลียนแบบโดยพวกแรก ดังนั้นจะมีสัตว์ที่ส่งความรู้สึกโดยปราศจากการออกเสียงใดๆ ในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน คลื่นความคิดมีการแลกเปลี่ยนกัน ต้นไม้มีการติดต่อสื่อสารกันโดยไม่คำนึงถึงระยะทางระหว่างกัน วัตถุที่ไม่มีชีวิตอย่างเช่น ก้อนอิฐ ก้อนกรวดและก้อนหิน ต่างมีการสื่อสารกันอย่างแน่นอนในลักษณะเดียวกัน
ในความเป็นจริงมีจิตสำนึกเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่ควบคุมในจักรวาล ทั้งหมดไว้ และเพราะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญเช่นนี้ ทุกคลื่นในปริมณฑลที่มอง เห็นและมองไม่เห็น แม้ว่าจะอยู่ในขั้วตรงกันข้ามของจักรวาลก็ตาม ก็ยังเข้า ใจความหมายของคลื่นอื่น ความเข้าใจความหมายของคลื่นทั้งในปริมณฑลที่ มองเห็นและมองไม่เห็น คือส่วนประกอบอันสำคัญอย่างยิ่งยวดของจักรวาล ความเข้าใจนี้มีความสำคัญเท่ากับการดำรงอยู่ของตัวเราเอง เราสามารถ สังเกตสถานการณ์ เงื่อนไขและการเคลื่อนไหวของดาวเคราะห์ดวงอื่น พร้อม ด้วยโลกซึ่งเป็นดาวเคราะห์ของเราเอง กิจกรรมของมนุษย์ สัตว์ เทวทูต การกระตุ้นหลากหลายที่เกิดขึ้นในพืชและสิ่งไม่มีชีวิต ผ่านการพิจารณาพินิจพิเคราะห์ การฝึกฝนพินิจพิเคราะห์เป็นประจำจะแปรสภาพของจิตใจไปสู่จิตไร้สำนึกจักรวาล (Cosmic Unconscious) สามารถทำให้ได้รับการปลดปล่อยจากขีดจำกัดอัตตาของตัวเราเองได้ และเราเริ่มการสังเกต ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและรักษาสิ่งใดก็ตามที่ตั้งใจว่า จะให้ได้รับความเข้าใจในสิ่งนั้น
นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า จิตวิญญาณนิยม และโทรจิตก็เป็นสาขาหนึ่งของ องค์ความรู้นี้ของพระเจ้า โทรจิตคือชื่อของความรู้ดังกล่าว ที่เกี่ยวกับการแลก เปลี่ยนและการเคลื่อนย้ายความคิดจากจิตใจของคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ขณะ ที่จิตวิญญาณนิยม หรืออาจกล่าวได้ว่าปราจิตวิทยามีการศึกษากว้างขวางและ ลึกซึ้งกว่า เกี่ยวกับสูตรการสร้างสรรค์และการสนับสนุนส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ในจักรวาล
ในหนังสือที่รู้จักกันดีของเกาส์อะลี ชาห์ ชื่อ ตัซกีเราะอ์ อัลเกาเชีย ท่านเมาลานา ฮัซรัต กุล ฮาชันกล่าวว่า ครั้งหนึ่งท่านได้สอบถาม ฮัซรัตเกาส์ อาลี ชาห์ ว่า “ท่านครับ ท่านเคยตกอยู่ในความรักหรือไม่” ท่านกล่าวว่า “เมื่อ เราไปถึงบานาราส ไฟซุล รัซซัน น้องชายผู้รับราชการอยู่ในกองตำรวจ ที่นั่น มันเป็นการพบกันที่มีความสุข เขายืนกรานให้ฉันพักกับเขา แต่ฉันชอบที่จะอยู่ในมัสยิดริมฝั่งแม่น้ำคงคา ซึ่งมีทางหลวงอยู่ใกล้ๆ น้องชายของฉันมัก มาเยี่ยมเยียนและส่งอาหารมาให้ วันหนึ่งขณะกำลังนั่งอยู่ริมข้างผนังของมัสยิดและได้มองดูผู้คนเดินผ่านไปมา ทันใดนั้นเมื่อหญิงสาวพราหมณ์ ชาวแคชเมียร์ อายุราว 14 – 15 ปี มีความงดงามอย่างยิ่ง และพร้อมด้วยท่าทางที่มีเสน่ห์อย่างมาก ได้เดินมาพร้อมเพื่อนๆ ของเธอ ฉันถูกครอบงำด้วยความปรารถนา เธอเดินส่ายเท้าฟาดลงมายังฉันจริงๆ ต่อมาฉันไปพักผ่อนที่ห้อง โดยทิ้งข้อความไว้ ให้น้องชายว่า ไม่ต้องการถูกรบกวน เนื่องจากต้องถือสันโดษจากโลกสักระยะหนึ่ง ฉันปิดประตูและนั่งลงหลับตา จมดิ่งไปในจินตนาการเกี่ยวกับหญิงสาว คนสวย สภาวะนี้ฟุ้งซ่านอยู่ราวหนึ่งสัปดาห์ ฉันยังคงจมดิ่งไปในความคิดคำนึง เกี่ยวกับตัวเธอ จนกระทั่งถึงกับหลงลืมในการเคารพภักดีพระเจ้า หรือ แม้แต่ลืมที่จะกินอาหาร ในวันที่แปดมีบางคนมาเคาะประตู ฉันเปิดประตูและพบเธอ ยืนอยู่ที่นั่นพร้อมด้วยสามี มือถือถาดของหวาน สามีของเธอยังหนุ่มแน่น และ หล่อเหลา ฉันถามพวกเขาถึงวัตถุประสงค์ในการมาเยือนพวกเขาตอบว่า เพื่อมาให้ท่านขอพรสำหรับลูกของเรา”
ในตอนนั้นฉันเข้าใจทันทีว่ามันเป็นปฏิบัติการของกามเทพ มิฉะนั้น พวกเขาคงไม่ห่วงกังวลเกี่ยวกับลูก ในช่วงระยะเวลาการแต่งงานเพียงสั้นๆ ฉันพบ ว่าเธอจ้องมายังฉัน ฉันบอกสามีของเธอว่าขอให้เราอยู่ตามลำพังสักครู่หนึ่ง เพื่อว่าฉันจะได้ถามบางสิ่งบางอย่างเป็นการส่วนตัว เขาจึงออกจากห้องไป ในขณะนั้นฉันอายุ 45 ปี ฉันกล่าวกับตัวเองว่า ตอนนี้เจ้าต้องการอะไรล่ะ แต่งงานกับเธอ เธอจะเป็นของเจ้า หรือต้องการความพึงพอใจแบบน้องสาวจาก เธอ ถ้าใช่ ทำไมจึงยอมหยุดความสัมพันธ์เสียเล่า เจ้ามีความร้อนใจที่จะอยู่ กับเธอ เธออยู่ที่นี่แล้ว ตอนนี้รีบตัดสินใจเสียเลย พูดในสิ่งที่เจ้าอยากจะพูด จิตใจของฉันแนะนำว่า นี่เป็นเกมที่ดี และต้องเล่นมันให้ดี และตอนนี้ฉันไม่ต้องการเล่นเกมอีกต่อไป และนี่ก็คือความสำเร็จอีกเช่นกัน
หลังจากการสนทนากับตัวเอง ฉันสอบถามบางสิ่งจากเธอและเรียกสามี ของเธอเข้ามา เขียนเครื่องรางมอบให้พวกเขา แล้วกล่าวคำอำลา
สิ่งที่บังเกิดขึ้นกับฉันเมื่อพวกเขาจากไปก็คือ เกมแห่งความรักนี้มีผลกระทบในอีกด้านหนึ่งอย่างแน่นอนเหมือนกัน ดังนั้นหลังจากเที่ยงคืนไปแล้ว ฉันได้ออกจากมัสยิดและไปพัก ณ สถานที่แห่งหนึ่งอยู่ห่างออกไปจากที่นั่นประมาณกว่า 20 ไมล์
วันต่อมาเธอก็มาที่นั่นพร้อมด้วยสามี มีท่าที่อิดโรยปรากฏบนใบหน้า ท่าทางเหนื่อยหน่ายและอ่อนเพลียเต็มที่ เมื่อเข้ามาใกล้เธอ เธออ้อนวอนให้ฉันไปกับพวกเขายังบานาราส เมื่อฉันเห็นว่าพวกเขายืนกราน จึงบอกไปว่าฉันจะอยู่ ที่นี่เพื่อทำงานเร่งด่วนสักสองสามอย่าง และทันทีที่เสร็จทำธุระแล้ว จะเดินทางไปพักกับพวก เขาในสองสามวัน ด้วยเหตุนี้หลังจากให้การปลอบใจพวกเขาแล้ว ฉันจึงส่ง พวกเขาไปยังบานาราส เมื่อทั้งสองจากไป ฉันจึงเดินทางไปลัคเนาและไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาอีกเลย”

แสดงทั้งหมด ↓

โปรดให้ความคิดเห็นของคุณ

Your Name (required)

Your Email (required)

Subject

Category

Your Message